ถ้าจิตใจดีแล้ว การพูดก็ดี การกระทำก็ดี

ถ้าจิตใจดีแล้ว การพูดก็ดี การกระทำก็ดี

ถ้าจิตใจดีแล้ว การพูดก็ดี การกระทำก็ดี

“จิตเป็นนาย กายเป็นบ่าว” คำๆ นี้คงเป็นที่คุ้นหูของใครหลายๆ คนนะครับ เรามักจะได้ยินคำนี้กันบ่อยๆ ซึ่งก็จริง ซึ่งมันก็เป็นเช่นนั้นจริงๆ เป็นเช่นนั้นตลอดมา ปัจจุบันก็ยังเป็นเช่นนั้นอยู่ และจะเป็นเช่นนั้นตลอดไป คนเราไม่ว่าจะทำอะไรก็ตาม ล้วนแล้วแต่มาจากจิตเป็นตัวสั่งการทั้งนั้น จิตสั่งการออกมาดี เราก็ทำดี จิตสั่งการออกมาชั่วๆ เราก็ทำมันไปแบบชั่วๆ นั่นแหละ

เปรียบเหมือนในที่ทำงาน มีหัวหน้า มีลูกน้อง ลูกต้องมีหน้าที่ทำตามที่หัวหน้าสั่ง หัวหน้าก็มีหน้าที่สั่งการ หัวหน้าสั่งอะไร ลูกน้องก็ต้องทำตาม ถ้าหัวหน้าสั่งมาดี ลูกน้องก็ทำดี ถ้าหัวหน้าสั่งคำสั่งชั่วๆ ออกมา ลูกน้องจะทำอย่างไรล่ะ ลองคิดดู กายกับจิตก็เป็นเช่นนั้นเหมือนกัน

องค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้าได้ตรัสไว้ว่า

มโนปุพฺพงฺคมา ธมฺมา…..มโนเสฏฺฐา มโนมยา
มนสา เจ ปสนฺเนน…………..ภาสตี วา กโรติ วา
ตโต นํ สุขมเนฺวติ………………ฉายาว อนุปายินี.

“ธรรมทั้งหลาย มีใจเป็นหัวหน้า มีใจเป็นใหญ่ สำเร็จแล้วด้วยใจ, ถ้าบุคคลมีใจผ่องใสแล้ว พูดอยู่ก็ดี ทำอยู่ก็ดี ความสุขย่อมไปตามเขา เพราะเหตุนั้น เหมือนเงาไปตามตัว.”

บางคนอาจจะสงสัยว่า เอ๊ะ แล้วจิตผ่องใสมันเป็นยังไง

คำว่า “จิตผ่องใส” นั้นคือ จิตที่ไม่ถูกกิเลสครอบงำ คือไม่ถูกราคะ โทสะ โมหะ ทิฏฐิ มานะ ตัณหา อุปาทาน เป็นต้นครอบงำ เป็นจิตที่ประกอบด้วยบุญด้วยกุศล คิดแต่จะทำความดี สิ่งที่เป็นประโยชน์แก่ตน เป็นประโยชน์แก่คนอื่น เป็นประโยชน์แก่สังคม ประโยชน์ในโลกนี้ ประโยชน์ในโลกหน้า ตลอดถึงประโยชน์อย่างยิ่งคือมรรค ผล นิพพาน จิตเช่นนี้เรียกว่า จิตผ่องใส

คนที่มีจิตผ่องใสดังกล่าวมาข้างต้นนั้น เมื่อจะทำ ก็ย่อมทำแต่เฉพาะแต่สิ่งที่เป็นกายสุจริต คือไม่เป็นการเบียดเบียนชีวิตผู้อื่นอย่างหนึ่ง ไม่เป็นไปในทางเบียดเบียนเอาทรัพย์สินของผู้อื่นในทางที่ไม่ถูกไม่ควรอย่างหนึ่ง ไม่เป็นไปในทางล่วงละเมิดลูกเขาหรือผัวเมียใครอย่างหนึ่ง

เมื่อจะพูด ก็ย่อมพูดเฉพาะแต่สิ่งที่เป็นวจีสุจริต คือ ไม่เป็นไปในทางโกหก ปลิ้นปล้อน กะล่อน ตอแหล อย่างหนึ่ง ไม่เป็นไปในทางส่อเสียดให้คนอื่นแตกร้าวกันอย่างหนึ่ง ไม่เป็นวาจาหยาบโลนอย่างหนึ่ง ไม่เป็นไปในทางเพ้อเจ้อ เหลวไหลไร้สาระ อย่างหนึ่ง

เมื่อจะคิด ก็ย่อมเป็นการคิดที่ประกอบด้วยมโนสุจริต คือ ไม่เป็นไปในทางละโมบ อยากได้ทรัพย์สินของคนอื่นมาไว้ในครอบครองของตนเอง อย่างหนึ่ง ไม่เป็นไปในทางพยาบาทปองร้ายคนอื่น อย่างหนึ่ง ไม่เป็นไปในทางมิจฉาทิฏฐิ ผิดทำนองครองธรรม อย่างหนึ่ง

คนที่มีจิตผ่องใสเช่นนี้ ย่อมประพฤติตนไปในทางที่ถูกที่ควร ชอบธรรม ผลที่ตามมาก็คือความสุขความเจริญ เริ่มต้นจากตนเองมีความสุข เพราะไม่ต้องกลัวว่าจะได้รับโทษจากการกระทำหรือคำพูดของตนเอง เพราะการทำดี พูดดี คิดดี ไม่สร้างโทษให้ใคร

คนใกล้ตัวก็มีความสุข เพราะไม่ต้องมานั่งหวาดระแวงว่าเราจะไปสร้างความเดือดร้อนให้เขา สังคมก็มีความสุข เพราะเราไม่สร้างความเดือดร้อนให้ใคร อย่างน้อยก็มีคนดีเพิ่มขึ้นอีกคนละน่า จริงมั้ยครับ เมื่อถึงเวลาล่วงลับดับชีวันลงไป ความดีที่เราทำไว้ก็จะตามหนุนส่งให้เราไปสู่ภพภูมิที่ดีต่อไป

เหตุนั้น จึงควรประคับประคองจิตของเราให้ผ่องใส ปราศจากกิเลสตัณหาอยู่ตลอดเวลา การพูด การทำ การคิด ของเราจะได้ออกมาดี เป็นการพูด การทำ การคิด ที่ดี เมื่อเราพูดดี ทำดี คิดดีแล้ว ไม่ว่าใครจะได้ประโยชน์จากเรามากน้อยแค่ไหนก็ตาม แต่สิ่งที่ได้แน่ๆ คือ เราได้เต็มๆ ลองพิจารณาดูนะครับ.

You may also like...